4 มี.ค. หุ้นไทยดิ่งหนัก! เพราะสงครามตะวันออกกลาง ตลท.ใช้เครื่องมือ Circuit Breaker ครั้งแรกในรอบ 6 ปี! (ตอนที่ 1/2)

18 มีนาคม 2569

สวัสดีค่ะทุกท่าน ..ในวันที่เสียงปืนดังไกลถึงทะเลอาหรับ แต่แรงสั่นสะเทือนกลับมาถึงพอร์ตหุ้นไทยแบบไม่ต้องรอเครื่องบินรบ หลังจาก อิสราเอล และ สหรัฐอเมริกา เปิดปฏิบัติการโจมตี อิหร่าน จนหลายประเทศทยอยประกาศจุดยืนเข้าข้างฝั่งตะวันตก ขณะที่พี่ใหญ่อย่าง จีน ออกมาระบุชัดว่าจะยืนเคียงข้างอิหร่านเพื่อปกป้องอธิปไตย ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่เริ่มมีเค้าโครงของ “การแบ่งขั้วมหาอำนาจ” อย่างจริงจัง

และเมื่อมหาอำนาจเริ่มเผชิญหน้ากัน ตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกก็แทบคุมอาการไม่อยู่

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ดัชนีหุ้นไทยร่วงหนักมาก!!!จนเวลา 12.18 น. ดัชนีไหลลงมาอยู่ที่ 1,348.99 จุด ลดลง 117.52 จุด หรือ -8.01% มูลค่าการซื้อขายทะลุ 95,248 ล้านบาท ความตื่นตระหนกแผ่กระจายเร็วพอ ๆ กับข่าวสงคราม จนตลาดหลักทรัพย์ต้องกดปุ่ม “หยุดพัก” ใช้มาตรการ Circuit Breaker หรือ CI เป็นการใช้ครั้งแรกในรอบ 6 ปี เป้าหมายเพื่อหยุดการซื้อขายหุ้นชั่วคราวเพื่อระงับความตระหนก (Panic) และเป็นการให้เวลาผู้เกี่ยวข้องได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายจนควบคุมไม่ได้

ว่าแต่ว่า..มาตรการหยุดพักการซื้อขาย (Circuit Breaker: CI) คืออะไร และใช้งานอย่างไร ??? คิดว่านักลงทุนบางท่านอาจจะยังไม่รู้ วันนี้จึงขอนำเรื่องดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง

เริ่มต้นจากกลไกและกฎเกณฑ์: จุดหยุดพักใน 3 ระดับ

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ออกแบบมาตรการ Circuit Breaker ให้ทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อดัชนี SET Index ปรับตัวลดลงถึงระดับที่กำหนด โดยอ้างอิงจากราคาปิดในวันทำการก่อนหน้า ซึ่งในปัจจุบัน (ปี 2569) มาตรการนี้แบ่งออกเป็น 3 ระดับ เพื่อความยืดหยุ่นและรองรับความผันผวนที่อาจรุนแรงขึ้น ดังนี้

ระดับที่ 1: เมื่อดัชนีลดลง 8% ตลาดจะหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้นักลงทุนได้หายใจและประเมินสถานการณ์ใหม่

ระดับที่ 2: หากตลาดเปิดมาแล้วยังร่วงต่อจนถึง 15% ตลาดจะหยุดพักการซื้อขายอีกครั้งเป็นเวลา 30 นาที

ระดับที่ 3: ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากดัชนีดิ่งลงถึง 20% ตลาดจะหยุดพักการซื้อขายนานถึง 60 นาที

ทั้งนี้ หากการหยุดพักการซื้อขายครั้งใดมีระยะเวลาเหลือไม่ถึงเวลาปิดทำการในรอบนั้นๆ ตลาดจะหยุดพักเพียงเท่าที่เวลาเหลืออยู่ และจะเปิดให้ซื้อขายตามปกติในรอบถัดไป แต่หากระดับที่ 3 ทำงานแล้ว ตลาดจะเปิดให้ซื้อขายต่อไปจนถึงเวลาปิดทำการโดยไม่มีการหยุดพักอีกแม้ดัชนีจะลดลงมากกว่านั้นก็ตาม

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: 6 ครั้งที่ "เบรกทำงาน"

ในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคยเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตจนต้องประกาศใช้ Circuit Breaker มาแล้วรวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง (รวมเหตุการณ์ในอดีตและวิกฤตโควิด-19) ซึ่งแต่ละครั้งล้วนมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือภัยพิบัติระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาอย่างรุนแรง ดังนี้

ครั้งที่ 1 (19 ธ.ค. 2549): สาเหตุจาก "มาตรการกันสำรอง 30%" ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาท ทำให้นักลงทุนต่างชาติตื่นตระหนกเทขายหุ้นจนดัชนีร่วงลงกว่า 100 จุดภายในวันเดียว จนได้รับฉายาว่า "Black Tuesday"

ครั้งที่ 2 (10 ต.ค. 2551): เกิดขึ้นในช่วง "วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์" (Hamburger Crisis) เมื่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Lehman Brothers ล้มละลาย ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและเศรษฐกิจโลก

ครั้งที่ 3 (27 ต.ค. 2551): เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ตลาดยังคงถูกกดดันจากความกังวลว่าวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะลุกลามเข้าสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก

ครั้งที่ 4 (12 มี.ค. 2563): วิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 เริ่มรุนแรงขึ้นทั่วโลก ประกอบกับราคาน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างหนัก ทำให้นักลงทุนแห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกันทั่วโลก

ครั้งที่ 5 (13 มี.ค. 2563): เพียงวันเดียวหลังจากครั้งที่ 4 ตลาดเปิดมาก็ร่วงทันที 10% จนต้องหยุดพักการซื้อขายตั้งแต่ช่วงเช้า นับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้มาตรการนี้ 2 วันติดต่อกัน

ครั้งที่ 6 (23 มี.ค. 2563): ความกังวลเรื่องการล็อกดาวน์และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19 ยังคงกดดันอย่างหนักจนดัชนีร่วงลงแตะระดับ Trigger Point อีกครั้งก่อนที่จะมีการปรับเกณฑ์ Circuit Breaker ใหม่

"ทุกเหตุการณ์มีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความกลัวมาก่อนเหตุผล

สำหรับปี 2569 นี้ ความเสี่ยงมาจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างเต็มตัว สงครามในตะวันออกกลางกระทบราคาน้ำมัน ค่าเงิน เงินทุนเคลื่อนย้าย และความเชื่อมั่นพร้อมกันทั่วโลก ตลาดไทยจึงหนีไม่พ้นแรงกระแทก

แต่อยากชวนให้มองอีกมุม...เพราะในวันนี้พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทยวันนี้ แข็งแรงกว่ายุควิกฤตปี 2551 และมีภูมิคุ้มกันมากกว่าช่วงโควิดหลายด้าน หนี้ต่างประเทศไม่ได้ตึงตัวเหมือนอดีต ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูง และหลายธุรกิจมีรายได้กระจายหลายประเทศ ..สิ่งที่อ่อนแอที่สุดในเวลานี้จึงไม่ใช่งบการเงิน แต่คือ “จิตใจนักลงทุน”

คำถามจากนักลงทุนตอนนี้ที่เค้าอยากรู้ที่สุดคือ จะจัดการกับพอร์ตลงทุนของตนอย่างไรดี ..จะขายหุ้นที่มีในมือออกมาดีหรือไม่ -หรือ-ถือต่อไป-หรือ-หาหุ้นมาเติมในพอร์ตเพิ่ม เพราะยังมีเงินสดในมือเหลือมากพอสมควร

ถึงสงครามอาจยืดเยื้อ...ความผันผวนอาจยังไม่จบง่ายๆ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกครั้งที่เบรกทำงาน โลกไม่ได้หยุดหมุน และตลาดก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะสุดท้ายแล้วราคาหุ้นจะกลับไปสะท้อนในเรื่องของการทำกำไร...ไม่ใช่เสียงระเบิด

ดังนั้น...ในวันที่โลกผันผวน ในฐานะของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นเจ้าของหุ้น ต้องทำอย่างไร สื่อสารอย่างไร เพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมยังอยู่กับเราถือหุ้นต่อไป หรือเพิ่มโอกาสโดยการสื่อสารให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาร่วมลงทุน

ติดตามตอนต่อไปนะคะ..มีคำตอบว่าผู้บริหารจะต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ "หุ้น" ของบริษัทไปนั่งอยู่ในใจของนักลงทุนอย่างมั่นคง