เหงาจัง! 7 เดือนแรกปี 2569 มีหุ้น IPO เข้าตลาดฯแค่ตัวเดียว

06 สิงหาคม 2569

ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยมีบริษัท IPO เข้าซื้อขายเพียง 1 บริษัท คือ “UNIX หรือ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี” ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ขณะที่ปีก่อนมี IPO หลายบริษัท ทำให้ปีนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่ซบเซาที่สุดของตลาด IPO ไทย

จากการที่ได้รวบรวมข้อมูลมากมาย พบว่าสาเหตุหลักๆ มีหลายด้านประกอบกันและสรุปได้ 4 ประเด็นคือ

1. SET Index ผันผวน

  • ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลง มีความไม่แน่นอนสูง
  • นักลงทุนรายย่อยและสถาบันซื้อขายค่อนข้างระมัดระวัง
  • หากบริษัทเข้าตลาดในช่วงนี้ มีโอกาสต้องตั้งราคา IPO ต่ำกว่าที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องการ

2. สภาพคล่องในตลาดลดลง

  • เงินลงทุนไหลไปสินทรัพย์อื่น เช่น ตราสารหนี้ เงินฝาก และต่างประเทศ
  • มูลค่าการซื้อขายต่อวันลดลงจากช่วงตลาดคึกคัก

3. ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่กลับมา

  • นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นใหญ่ที่กำไรมั่นคงมากกว่าหุ้น IPO
  • หลาย IPO ในช่วง 2-3 ปีก่อนให้ผลตอบแทนต่ำหรือราคาต่ำกว่าราคาเสนอขาย ทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น

4. บริษัทเจ้าของกิจการเลือก “รอ”

  • หลายบริษัทได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. แล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันขาย
  • เพราะหากเข้าตลาดในช่วงราคาหุ้นไม่ดี จะระดมทุนได้น้อยกว่าที่วางแผนไว้

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ..ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีบริษัทอยากเข้าตลาด แต่เป็นเพราะยังไม่มีใครอยากขายหุ้นในจังหวะตลาดนี้

สิ่งที่อยากรู้ในตอนนี้คือ ในครึ่งหลังปี 2569 จะมี IPO เพิ่มหรือไม่?

คำตอบคือ **มีโอกาส** จากข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์และสำนักงาน ก.ล.ต. ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวนบริษัทที่อยู่ใน Pipeline IPO มีประมาณ 13 บริษัท แบ่งเป็น SET 5 บริษัท และ mai 8 บริษัท ที่มีความพร้อมในระดับต่าง ๆ แต่ยังรอจังหวะตลาด

  1. SET จำนวน 5 บริษัท
    • Approved แล้ว 2 บริษัท
    • ยื่นไฟลิ่ง (Submitted) 3 บริษัท
  2. mai จำนวน 8 บริษัท
    • Approved แล้ว 4 บริษัท
    • Submitted 4 บริษัท

แต่มีอีกเรื่องถือเป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้บริษัทที่จะระดมทุน ที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงผู้ทำหน้าที่อันเดอร์ไรท์รับรู้คือ ปัจจุบันนักลงทุนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากช่วงตลาดกระทิงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ “เรื่องราวการเติบโต” ปัจจุบันกลับให้น้ำหนักกับ คุณภาพของธุรกิจ ความสามารถทำกำไร และความเหมาะสมของราคา IPO มากกว่า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับตลาด IPO ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดโลก ที่แม้จำนวน IPO จะลดลง แต่ดีลที่มีคุณภาพยังสามารถระดมทุนได้สำเร็จ

ปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมีดังนี้

  1. กำไรเติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงรายได้เพิ่ม
  2. ราคา IPO ไม่แพง
  3. กระแสเงินสดแข็งแรง
  4. มี Competitive Advantage
  5. ใช้เงิน IPO แล้วสร้างผลตอบแทนได้
  6. ธรรมาภิบาลและผู้บริหาร
  7. Free Float และสภาพคล่อง
  8. ESG และความยั่งยืน

*** ตรงนี้ดอกจันตัวโตๆ ไว้เลยว่า! ***

สิ่งที่นักลงทุนจะ “ไม่ยอมรับ” ในปีนี้!!! เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 3–5 ปีก่อน นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงน้อยลง จึงมักหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีลักษณะดังนี้

  • กำไรลดลงแต่ตั้งราคา IPO สูง
  • ใช้เงิน IPO ไปชำระหนี้เป็นสัดส่วนมาก โดยไม่ได้สร้างการเติบโตใหม่
  • ธุรกิจเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่เสนอขายที่ P/E สูงกว่าคู่แข่ง
  • มีผู้ถือหุ้นเดิมนำหุ้นออกมาขายหุ้นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นการ “ขายออก” มากกว่าการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ

นอกจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแล้ว นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับ “ความสามารถในการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวไม่สูง” หากบริษัทสามารถแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสเติบโตจากตลาดต่างประเทศ นวัตกรรม หรือการขยายธุรกิจที่ชัดเจน ก็จะได้รับความสนใจมากกว่าบริษัทที่พึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความท้าทายของตลาดทุนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

บทสรุป คือ หากมองจากประสบการณ์การลงทุน IPO หลายรอบ ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในครึ่งหลังปี 2569 ไม่ใช่ “บริษัทอะไร” แต่คือ “ราคา IPO เหมาะสมหรือไม่” ..เพราะแม้บริษัทจะมีพื้นฐานดี หากตั้งราคาแพงเกินไป นักลงทุนก็มีทางเลือกซื้อหุ้นที่จดทะเบียนอยู่แล้วในราคาที่คุ้มค่ากว่าได้ ทำให้ประเด็น **Valuation** กลายเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของ IPO มากกว่าช่วงตลาดกระทิงที่ผ่านมา