บทความน่ารู้จาก CEO
เหงาจัง! 7 เดือนแรกปี 2569 มีหุ้น IPO เข้าตลาดฯแค่ตัวเดียว

ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ตลาดหุ้นไทยมีบริษัท IPO เข้าซื้อขายเพียง 1 บริษัท คือ “UNIX หรือ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี” ที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ขณะที่ปีก่อนมี IPO หลายบริษัท ทำให้ปีนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่ซบเซาที่สุดของตลาด IPO ไทย
จากการที่ได้รวบรวมข้อมูลมากมาย พบว่าสาเหตุหลักๆ มีหลายด้านประกอบกันและสรุปได้ 4 ประเด็นคือ
1. SET Index ผันผวน
- ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวขึ้นลง มีความไม่แน่นอนสูง
- นักลงทุนรายย่อยและสถาบันซื้อขายค่อนข้างระมัดระวัง
- หากบริษัทเข้าตลาดในช่วงนี้ มีโอกาสต้องตั้งราคา IPO ต่ำกว่าที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องการ
2. สภาพคล่องในตลาดลดลง
- เงินลงทุนไหลไปสินทรัพย์อื่น เช่น ตราสารหนี้ เงินฝาก และต่างประเทศ
- มูลค่าการซื้อขายต่อวันลดลงจากช่วงตลาดคึกคัก
3. ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังไม่กลับมา
- นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นใหญ่ที่กำไรมั่นคงมากกว่าหุ้น IPO
- หลาย IPO ในช่วง 2-3 ปีก่อนให้ผลตอบแทนต่ำหรือราคาต่ำกว่าราคาเสนอขาย ทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น
4. บริษัทเจ้าของกิจการเลือก “รอ”
- หลายบริษัทได้รับอนุมัติจาก ก.ล.ต. แล้ว แต่ยังไม่กำหนดวันขาย
- เพราะหากเข้าตลาดในช่วงราคาหุ้นไม่ดี จะระดมทุนได้น้อยกว่าที่วางแผนไว้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ..ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่มีบริษัทอยากเข้าตลาด แต่เป็นเพราะยังไม่มีใครอยากขายหุ้นในจังหวะตลาดนี้
สิ่งที่อยากรู้ในตอนนี้คือ ในครึ่งหลังปี 2569 จะมี IPO เพิ่มหรือไม่?
คำตอบคือ **มีโอกาส** จากข้อมูลล่าสุดของตลาดหลักทรัพย์และสำนักงาน ก.ล.ต. ณ ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวนบริษัทที่อยู่ใน Pipeline IPO มีประมาณ 13 บริษัท แบ่งเป็น SET 5 บริษัท และ mai 8 บริษัท ที่มีความพร้อมในระดับต่าง ๆ แต่ยังรอจังหวะตลาด
- SET จำนวน 5 บริษัท
- Approved แล้ว 2 บริษัท
- ยื่นไฟลิ่ง (Submitted) 3 บริษัท
- mai จำนวน 8 บริษัท
- Approved แล้ว 4 บริษัท
- Submitted 4 บริษัท
แต่มีอีกเรื่องถือเป็นสิ่งสำคัญที่อยากให้บริษัทที่จะระดมทุน ที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึงผู้ทำหน้าที่อันเดอร์ไรท์รับรู้คือ ปัจจุบันนักลงทุนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากช่วงตลาดกระทิงอย่างชัดเจน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ “เรื่องราวการเติบโต” ปัจจุบันกลับให้น้ำหนักกับ คุณภาพของธุรกิจ ความสามารถทำกำไร และความเหมาะสมของราคา IPO มากกว่า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับตลาด IPO ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตลาดโลก ที่แม้จำนวน IPO จะลดลง แต่ดีลที่มีคุณภาพยังสามารถระดมทุนได้สำเร็จ
ปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญมีดังนี้
- กำไรเติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงรายได้เพิ่ม
- ราคา IPO ไม่แพง
- กระแสเงินสดแข็งแรง
- มี Competitive Advantage
- ใช้เงิน IPO แล้วสร้างผลตอบแทนได้
- ธรรมาภิบาลและผู้บริหาร
- Free Float และสภาพคล่อง
- ESG และความยั่งยืน
*** ตรงนี้ดอกจันตัวโตๆ ไว้เลยว่า! ***
สิ่งที่นักลงทุนจะ “ไม่ยอมรับ” ในปีนี้!!! เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ 3–5 ปีก่อน นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงน้อยลง จึงมักหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีลักษณะดังนี้
- กำไรลดลงแต่ตั้งราคา IPO สูง
- ใช้เงิน IPO ไปชำระหนี้เป็นสัดส่วนมาก โดยไม่ได้สร้างการเติบโตใหม่
- ธุรกิจเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่เสนอขายที่ P/E สูงกว่าคู่แข่ง
- มีผู้ถือหุ้นเดิมนำหุ้นออกมาขายหุ้นจำนวนมาก จนดูเหมือนเป็นการ “ขายออก” มากกว่าการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจ
นอกจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแล้ว นักลงทุนยังให้ความสำคัญกับ “ความสามารถในการเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวไม่สูง” หากบริษัทสามารถแสดงให้เห็นว่ามีโอกาสเติบโตจากตลาดต่างประเทศ นวัตกรรม หรือการขยายธุรกิจที่ชัดเจน ก็จะได้รับความสนใจมากกว่าบริษัทที่พึ่งพาตลาดในประเทศเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความท้าทายของตลาดทุนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
บทสรุป คือ หากมองจากประสบการณ์การลงทุน IPO หลายรอบ ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดในครึ่งหลังปี 2569 ไม่ใช่ “บริษัทอะไร” แต่คือ “ราคา IPO เหมาะสมหรือไม่” ..เพราะแม้บริษัทจะมีพื้นฐานดี หากตั้งราคาแพงเกินไป นักลงทุนก็มีทางเลือกซื้อหุ้นที่จดทะเบียนอยู่แล้วในราคาที่คุ้มค่ากว่าได้ ทำให้ประเด็น **Valuation** กลายเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของ IPO มากกว่าช่วงตลาดกระทิงที่ผ่านมา